Infatuated

Category:Movies
Genre: Romance
Photobucket

เคยเชื่อกันไหมว่า “ความรักคือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความหวังและเป็นแรงผลักดันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ”

จะมีสักกี่ครั้งที่รู้สึกว่า
คนที่อยู่เบื้องหน้า
คนที่กำลังสบตา
คนที่กำลังแลกเปลี่ยนวาจา
เขาคนนั้นคือคนที่อยากเจอะเจอมาทั้งชีวิต


โลกเราดำรงอยู่ภายใต้แรงดึงดูด บางครั้งเราไม่สามารถมองเห็นหรือใช้เครื่องมือชี้วัดแรงดึงดูดนั้นได้
เหตุผลอะไรที่ทำให้คน 2 คน ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันตลอดชีวิต จุดเริ่มต้นมันมาจากตรงไหน
ทั้งชีวิตเราหาคำตอบได้หรือไม่ว่าคนที่เคียงข้างเราตลอดมาเขาคือคนนั้นที่เราฝันไว้หรือเปล่า
และเคยมีสักครั้งไหมที่เราได้เฉียดใกล้คนๆนั้น
คนที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง
โดยไม่มีเหตุผลว่าเพราะอะไร
เพียงแค่อยากทำอะไรดีๆ

แรงดึงดูดนำพาคน 2 คนมาพบกัน
บางคนอาจมาถูกที่ถูกเวลา
แต่บางคนอาจมาพร้อมกับเหตุผลและเงื่อนไขที่จำยอม
สุดท้ายแล้วก็ต้องจากไป เหลือไว้เพียงช่วงเวลาที่น่าจดจำ


ใครบางคนที่เพิ่งได้ทำความรู้จักเพียงครั้งแรก แต่กลับรู้สึกว่าคุ้นเคยคล้ายกับได้คุยกันมาตลอดชีวิต
บางทีคนๆนั้นอาจเป็นคนที่เราเดินสวนเขาอยู่ทุกวันแต่เราไม่เคยมองเห็น
ไม่ใช่เพราะความคล้ายหรอกหรือ ที่ทะลายก้อนน้ำแข็งของความเป็นคนแปลกหน้า

ภาพยนต์เเรื่องหนึ่งพาเราไปสัมผัสความรักของคนเล็กๆ
นักดนตรีข้างถนน หญิงสาวพลัดถิ่นที่กำลังปรับตัวกับสภาพสังคมใหม่ๆ เขาทั้งสองมีบางอย่างที่ขาดหายและมีบางอย่างที่ทับซ้อนกันได้อย่างลงตัว ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีคำพูดหวานหู หรือถ้อยคำที่ฉลาดเกินความจำเป็น ทว่าทุกอย่างสัมผัสได้ คล้ายกับว่าเรากำลังแอบดูชีวิตของคน 2 คน ที่อาจพบเจอได้ตามท้องถนน พวกเขาเป็นแค่คนธรรมดาไม่แตกต่างไปจากเรา มีความฝัน มีความหวัง ต้องการรักใครสักคนและเป็นที่รักของใครสักคน

แล้วเขาคนนั้นเป็นใครกัน
ที่จะมาจุดประกายความฝันและความหวัง พร้อมกับให้ความอบอุ่นภายในใจ

I don't know you
But I want you
All the more for that



เมื่อโลกนี้มีแรงดึงดูด สุดท้ายแล้วคนที่เหมือนกันก็คงโคจรมาพบกันในที่สุด






Category:Books
Genre: Nonfiction
Author:วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ
ไม่ได้อัพ Review มานานมากทั้งๆที่ตั้งใจว่าหนังสือทุกเล่มที่อ่านจะพยายามเขียนความรู้สึกที่มีต่อหนังสือเล่มนั้นๆเก็บไว้ ช่วงนี้เข้าใกล้โค้งสุดท้ายที่จะได้อ่านหนังสือฟรีจากศูนย์ข้อมูลที่ Office แล้ว มีหนังสือดีๆมากมายให้อ่านเป็นพันๆเล่ม ตั้งใจว่าจะอ่านให้ได้อย่างน้อยสักครึ่งนึงให้ได้ เล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่ยืมมาอ่านฟรีเหมือนกัน

เรื่องของผมผู้ชายไม่เกี่ยว รวบรวมบทความมาจากคอลัมน์ None of 'E' business ของนิตยสาร LIPS แค่ชื่อก็กวนละ

เนื้อหาว่ากันด้วยเรื่องของการหยิบยกเอาประเด็นเรื่อง "เพศ" โดยรวมแล้วประเด็นจะมุ่งไปที่การสังเคราะห์องค์ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเพศหญิงมากกว่า แม้ว่าผู้เขียนจะเป็นเพศชายก็ตาม

เคยติดตามผลงานของคุณวุฒิชัยมาบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้ เคยอ่าน Alone in the cinema เรื่องที่ว่าด้วยการไปดูหนังคนเดียว ยังติดใจในความคิดอันคมคายของคอลัมนิสต์จากนิตยสาร GM อยู่ไม่หาย

บทความในเล่มนี้แม้จะเป็นบทความในการวิพากย์วิจารณ์ ความเป็นผู้หญิง แต่ผู้เขียนก็เขียนในเชิงที่ให้เกียรติ มีความเป็นกลางในการนำเสนอประเด็นเรื่องเพศที่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน นำมาเขียนได้อย่างเพลิดเพลินพร้อมกับสอดแทรกสาระที่ทำให้ผู้อ่านต้องขบคิดและสังเกตุสังคมรอบตัวเราให้มากขึ้น

โดยส่วนมากจะเขียนเป็นในแนวทางการตั้งคำถามเสียมากกว่า แม้เราจะเป็นผู้หญิงก็ยังรู้สึกเห็นด้วยกับความคิดเห็นแบบผู้ชายด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นในเรื่องที่ว่าผู้หญิงสมัยใหม่กำลังหลงไหลกับมายาคติที่สังคมสร้างขึ้นมา เช่น ผู้หญิงรังเกียจตัวเลขอายุของตน ผู้หญิงในอุดมคติที่สังคมคาดหวังที่ผู้ชายคาดหวัง ต้องสวย ต้องสาว ต้องผอมหุ่นดี ต้องไม่แก่


ทุกวันนี้สังคมทุนนิยมกำลังสร้างให้เราเป็นคนที่ติดอยู่กับภาพลักษณ์เหล่านี้จนแทบจะสลัดออกมาหาความเป็นตัวเองได้ยากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าเดินไปทางไหนคุณก็จะเจอะเจอผู้คนที่เหมือนกันเหล่านี้เต็มไปหมด ถ้าใครที่หลุดออกจากมายาคติที่สังคมสร้างกรอบเอาไว้ ก็อาจจะรู้สึกเป็นตัวประหลาดในสังคม จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าไปอยู่ในกรอบนั้น


นอกจากประเด็นการทำความเข้าใจกับความหมายที่แท้จริงของคำว่า Feminism แล้ว ยังคงสอดแทรกแง่คิดในการดำรงชีวิตของสังคมสมัยใหม่ สังคมแห่งความวุ่นวาย มนุษย์ทุกๆคนถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลือกที่ตัวเองสร้างขึ้นมา สังคมที่ยังคงมีปัญหาความเหลือ่มล้ำในทุกๆด้านของคนในสังคม


แนะนำว่านี่ไม่ใช่หนังสือเพศไหนแต่สามารถอ่านได้ทั้งชายทั้งหญิง อ่านเพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าเราจะลดช่องว่างที่ทำให้คนเราแยกและแตกต่างกันออกไปทุกทีให้มันน้อยลงได้อย่างไร

ติดตามอ่านคอลัม None of 'E' business แบบ Online ได้จาก http://noneofebusiness.wordpress.com/



Category:Books
Genre: Romance
Author:ตุล ไวฑูรเกียรติ
5 ตุลา 50
ร้านหนังสือเดินทาง
ในคืนที่ฟ้าร้องไห้
ประตูร้านเปิดต้อนรับนักท่องโลกแห่งจินตนาการ
หนังสือนับร้อยนับพันรอคอยให้ผู้คนเลือกอ่าน

ในห้วงอารมณ์นั้น ฉันอยากอ่านกวี
แรงดึงดูดที่พาฉันหลุดไปสู่โลกที่ไม่มีอยู่จริง
ตัวหนังสือถูกร้อยเรียงอย่างมีพลัง
น้อยคำ… แต่ความรู้สึกท่วมท้น


กวีไม่เคยตาย
แต่คนเสพย์ติดกวีคงอยากตาย

ตุล ไวฑูรเกียรติ
กวีรักแอนด์โรลแห่งอพาร์ทเมนต์คุณป้า
ปลุกกระแสให้คนเห็นค่าของกวีอีกครั้ง
ปลายปากกาของนักรักแห่งโลกดนตรี
เขียนโดยใช้น้ำตาแทนน้ำหมึก
บอกกล่าวถึงความรักที่ลุ่มลึก
อุทิศให้แด่เธอ…ผู้เป็นแรงบันดาลใจ

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ บทกวีเล่มบาง
แต่มากด้วยความหมายที่รอการตีความ
ซึม เศร้า เหงา รัก
ทุกอารมณ์แห่งกิเลสตัณหา
หลอมรวมอยู่ในบทกวีเล่มนี้

หยิบอ่านครั้งแรก
ทำให้หวนคิดถึงใครบางคน
ที่จากลาไปนานแล้ว

ใครคนนั้นที่….

ฉันฝันถึงเส้นขนาน
ที่ไม่มีทางได้พบกัน
ฉันฝันถึงวงกลมที่ไม่มีจุดศูนย์กลาง
ฉันฝันถึงเธอ
ผู้ที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะสบตา


แม้จะเหลือเพียง…
ความเดียวดาย

ใช่ว่าจะไม่พบความสวยงาม
ที่แฝงตัวอยู่ในอารมณ์เศร้า
ความเหงาเกิดมาพร้อมกับโลกใบนี้

ในคืนที่ฉันยืนอ่านบทกวีอยู่เพียงลำพัง
ฉันแอบคิดฝันว่า…

เธอคงไม่ต่างอะไรจากฉัน
เราทั้งสองต่างเป็นดาวเคราะห์
ที่อิจฉาบรรดาหิ่งห้อย
เพราะถึงแม้มันจะดูเล็กเป็นเศษผงธุลี
แต่อย่างน้อย
พวกมันก็สามารถส่องแสงได้ด้วยตัวมันเอง



ความรักกลายเป็นความคิดแบบอุดมคติ
ห้วงแห่งความคิดที่อาจเป็นแค่ฝันไป
ในความเป็นจริงนั้น
เราทุกคนล้วนหยาบกระด้าง
ความรัก ความคิดถึง ถูกใส่กุญแจไว้ภายใน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปล่อยตัวปล่อยใจ
เรียนรู้รักครั้งใหม่ ไปกับกวีเดียวดาย
เจ้าของบทเพลงรักแห่งรัตติกาล
“ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ”

คำเตือน: โปรดเตรียมทิชชู่ไว้ใกล้ๆตัวสำหรับคนที่มีอดีต และคิดว่าไม่เข้มแข็งพอ


ป.ล.1 ตัวหนังสือเอียง คัดลอกมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้
ป.ล.2 นี่เป็นรีวิวที่เพ้อเจ้อที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมา




Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:ทินกร หุตางกูร
“ถ้าหนังสือฝันได้ หนังสือเล่มนี้ฝันอยากเป็นเครื่องบินเล็ก บินไปทำความรู้จักกับขอบฟ้าแห่งความรัก ความสุข ความเศร้า ความงาม ความฝัน และความจริง”

วางหนังสือเล่มนี้ลง พร้อมกับความรู้สึกคล้ายกับว่ายังไม่ได้กลับมาสู่โลกของความจริง เหมือนยังคงติดอยู่บน ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร ดำดิ่งไปกับโลกของความฝันของหนุ่มสาว ที่ผู้เขียนสร้างโลกขึ้นใหม่ โลกใบนี้อาจจะเหมือนโลกในอุดมคติของใครหลายๆคน

“ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นทั้งหมด 9 เรื่อง ของ คุณ ทินกร หุตางกูร นักเขียนผู้มีจินตนาการกว้างไกลแม้ร่างกายจะพิการแต่ก็ไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปในโลกของจินตนาการได้

เรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่อง จะพาเราล่องลอยไปในสิ่งที่ไม่อาจสัมผัสได้ในโลกของความเป็นจริง คนที่เสพย์ติดความเหงา เศร้า มีโลกระหว่างความฝันกับความจริงทับซ้อนกันอยู่ คงจะเข้าถึงได้ไม่ยาก

ตัวละครเกือบทุกตัวล้วนแต่โดดเดี่ยว และพร้อมที่จะมาฉุดกระชากความเหงาที่ซ่อนอยู่ในตัวของทุกคนให้ปรากำออกมา ทั้งนี้ยังสอดแทรก ปัญหาสังคม การเมือง ที่มีผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่ ความรัก ทัศนคติ การมองโลก

หลายๆเรื่องที่อ่านแล้วเผลอน้ำตาซึมออกมา เพราะรู้สึกว่ามันช่างสวยงามเหลือเกิน ทุกๆเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งรักของคนหนุ่มสาว ผู้ซึ่งยังเรียนรู้โลกกว้างใหญ่ใบนี้มาไม่นานนัก พวกเขาเปรียบเสมือนผลผลิตของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวเร็ว โลกที่หาความรัก ความห่วงหาเอื้ออาทรต้อกันของมนุษย์ น้อยลงไปทุกวัน ไม่แปลกที่ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง เลือกที่จะสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาและขังตัวเองอยู่ในโลกที่ไม่มีจริงเหล่านั้น แม้ว่าแท้จริงแล้วเขาก็ไม่อาจหนีไปอยู่บน ทัชมาฮาลที่ตั้งอยู่บนดาวอังคารได้จริงๆ


“เมื่อฉันตื่น ฉันจะตื่นมาบนโลกใหม่ที่เธอสร้างใช่ไหม โลกซึ่งไม่มีผู้ใหญ่ใจร้าย สงคราม ความ เกลียด ความไม่ยุติธรรม...”



5-4-3-2-1-0 พร้อมหรือยังที่จะเดินทางไป"ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร"ด้วยกัน




Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:อภิชาติ เพชรลีลา

หลายคนคงรู้จัก กล่องไปรษณีย์สีแดง หรือภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อนสนิท"

คราวนี้ขอหยิบเอานวนิยายอีกหนึ่งเล่มที่คุณ อภิชาติ เพชรลีลา เขียนเป็นเรื่องแรกแต่กลับได้ตีพิมพ์หลังเรื่อง กล่องไปรษณีย์สีแดง (อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ได้รางวัลนายอินทร์อวอตท์)

“อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง” จะทำให้รู้สึกสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอดิน หมอกจางๆ ความหนาวเย็น บรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเชียงใหม่

เหมาะแก่การอ่านในหน้าหนาวที่กำลังจะมาเยือน โดยเฉพาะใครที่เป็นศิษย์เก่าหรือศิษย์ปัจจุบันของรั้ว มอชอ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) มหาวิทยาลัยที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาแล้วล่ะก้คงจะอินมากๆ เพราะเป็นฉากหลักของเรื่องนี้

เรื่องราวของเพื่อนรัก 5 คน ธันวา, ชาน, โส่ย, กลาง, ด้วง มิตรภาพ กิจกรรมรับน้องใหม่ บรรยากาศของการอยู่หอกับเพื่อน ความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายลมหนาว การก้าวพ้นผ่านวัย(Coming of Age) และปัญหาการเปลี่ยนแปลงไปของเมืองเชียงใหม่ ที่กำลังวิ่งไล่ตามความเจริญของกรุงเทพฯ ไปทุกขณะ

หลายสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไป แล้วอะไรที่คงเหลืออยู่ หรือหากเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่จะอยู่กับเราตลอดไป

ถ้ามองหาหนังสือเล่มไหนอ่านในฤดูหนาว บรรยากาศเหงาๆ กำลังนั่งดูรูปถ่ายของเพื่อนเก่าแล้วคิดถึงคืนวันดีๆเหล่านั้น ลองหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านแก้เหงา หรือมันอาจทำให้คนอ่านเหงามากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้...


บางตอนของหนังสือ
....หอมดอกกุหลาบสีเหลืองแต้มปลายจมูก เราเป็นเด็กปีหนึ่ง ห้ามพูดห้ามเถียงอะไรทั้งนั้น มัวนั่งจับเจ่าอยู่ไยเล่า สะพายเป้แบกความฝัน แล้วออกเดินทาง ตามธารของสายน้ำวัยเยาว์ ฉันจะติดตามเธอไปยังสวรรค์ที่อยู่ห่างไกล... หอมลมหนาว หอมช่างหอม คว้าเอาไว้ได้แล้ว อยู่ในอ้อมแขนของฉันนี่เอง...









ReviewReviewReviewReviewParis, je t'aimeJul 24, '07 3:03 PM
for everyone
Category:Movies
Genre: Romance
Paris, je t'aime อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องปารีส

18 หนังสั้น จาก 20 ผู้กำกับดัง มาร่วมกันถ่ายทอดแง่มุมความรัก ที่ทำให้รู้ว่า “ความรัก” มีอยู่ทุกที่และเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกวัย และแม้แต่การรักตัวเอง ทุกเรื่องราวความรักหลากหลายแง่มุมถูกถ่ายทอดให้เกิดขึ้นบนมหานครที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติก

หลายเรื่องที่ดูแล้วน่ารัก บางเรื่องกวน บางเรื่องเล่นเอาน้ำตาซึม บางเรื่องก็เปลี่ยวเหงา

ยิ่งดูเรื่องเหล่านี้ยิ่งหลงรัก Paris

Quais de Seine รักต่างศาสนา หนุ่มฝรั่งเศสที่เริ่มจีบสาว ตกหลุมรักหญิงสาวงามภายใต้ผ้าคลุมที่เธอภูมิใจ นางเอกเรื่องนี้สวยมากๆ


Faubourg Saint-Denis หนังตัดต่อได้สุดเท่ห์จากผู้กำกับ Run lola run นักแสดงสาว(Natalie Portman)ตกหลุมรักหนุ่มตาบอด แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือโลกที่เป็นจริงหรือนี่เป็นมายา


Tour Eiffel หนุ่มละครใบ้หน้าขาวที่พบรักกับสาวละครใบ้หน้าขาวในคุก หนังน่ารักจนอมยิ้มไปตลอดทั้งเรื่อง


Porte de Choisy กำกับโดยตากล้องคู่บุญ หว่องกาไว คริสโตเฟอร์ ดอยด์ บอกได้อย่างเดียวว่าเรื่องนี้เพ้อเจ้อมาก และ asian นิยมมากๆ แกคงลืมตัวว่าเป็นฝรั่ง


Tuileries กวนดีจริงๆเรื่องนี้ จงจำไว้ไปเที่ยวต่างแดนควรปฏิบัติตามคู่มือท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัดไม่งั้นเจอดีแน่


Place des fetes รักต่างชนชั้นแต่ผิวสีเดียวกัน พนักงานลานจอดรถแอบปิ้งหญิงสาวที่ได้พบเจอและแค่อยากชวนทานกาแฟ และแล้วโชคชะตานำพาเขามาเจอกันอีกครั้งในขณะที่สองมือเต็มไปด้วยเลือด


14th arrondissement เรื่องราวของหญิงสาวชาวอเมริกันที่ฝันอยากมาฝรั่งเศสและพบกับความเดียวดายท่ามกลางเมืองใหญ่ เธอได้เรียนรู้การพูดคุยกับตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง และรู้ที่จะรักตัวเอง

ทุกๆเรื่องราวสามารถเชื่อมโยงหากันได้ เพราะเราทุกคนต่างเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน และทุกคนก็มีความรักอยู่ในสัญชาตญาณ ใครจะรู้ว่าคนที่เรากำลังสวนทางกันบนถนนเธออาจเป็นสาวโสดที่กำลังเปลี่ยวเหงาเมื่อต้องอยู่ต่างแดนเพียงลำพัง หรือลุงคนนั้นอาจกำลังประสบปัญหาเซ็กเสื่อมจนความรักเริ่มจะจืดจางลงไป แม่บางคนต้องเดินทางออกจากบ้านมาเพื่อเอลูกไปฝากเลี้ยงสถานรับเลี้ยงเด็กแต่ตัวเองต้องไปทำหน้าที่ดูแลลูกของคนรวยในคฤหาสหรู อย่ารีรอที่จะไปสำรวจความรักในแง่มุมอื่นๆรอบตัวเรา และถ้าพบแล้วอย่าลืมบอกคำว่า je t'aime ล่ะ


ฝากบทกลอนตบท้ายจากเรื่อง Faubourg Saint-Denis เวลาอ่านจินตนาการให้เป็นเสียงของ Natalie Portman ด้วยล่ะจะได้น่าฟังขึ้น


"Listen. Listen. There are times when life calls out for a change. A transition. Like the seasons. Our spring was wonderful, but summer is over now and we missed out on autumn. And now all of a sudden, it's cold, so cold that everything is freezing over. Our love fell asleep, and the snow took it by surprise. But if you fall asleep in the snow, you don't feel death coming."



อยากตะโกนดังๆว่าอยากจะไป Parisssssssssssssssssssssssss


ReviewReviewReviewReviewReviewโลกของจอมJun 27, '07 12:33 PM
for everyone
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:ทินกร หุตางกูร
"ทินกร หุตางกูร" กลายเป็นนักเขียนที่ชื่นชอบมากจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หลังจากได้ลองอ่านงานเรื่องสั้น "ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร" เป็นเรื่องแรก

แม้ว่า "โลกของจอม" เป็นนิยายที่ตีพิมพ์ออกมานานแล้ว แต่คนเชยๆอย่างเราก็เพิ่งจะได้อ่านเป็นครั้งแรก และไม่รู้สึกผิดหวังเลยสักนิด เพราะเป็นงานเขียนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ

"จอม" เด็กชายอายุ 18 ปี ผอม ผิวซีด เป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับวัยเยาว์ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน อาศัยอยู่บนชั้น 58 ของตึกสูง 60 ชั้น ใจกลางกรุงเทพฯ เขาไม่เคยก้าวออกไปจากห้องเลยสักครั้ง สุขภาพของเขาอ่อนแอดุจเดียวกับนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนัก

วิธีการเขียนของคุณทินกร ค่อนข้างไม่เหมือนใคร ตรงที่มีทั้งการเล่าเรื่องแบบนวนิยายสลับกับบทความซึ่งเหมือนกับเรื่องราวความรู้รอบตัว ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ ฯลฯ อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ได้ถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆใน "เสาร์สวัสดี" แต่ผู้เขียนมีความสามารถในการร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆเข้ากันได้อยากกลมกลืนไม่ขาดช่วงในเรื่องของอารมณ์ ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมๆของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี อารมณ์แบบ เหงา เศร้า หดหู่ อ่านแล้วอยากจะร้องไห้

โลกของจอม เปรียบเสมือนโลกของเราทุกคน โลกใบใหญ่สีฟ้าหม่น โลกของจอมที่พาเราไปสำรวจความจริงบนโลกที่บางครั้งเราปิดหูปิดตาไม่อยากรับรู้ โลกที่ดูโหดร้ายเหลือเกิน เราจะมีความสุขได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อทุกวันนี้โลกยังเต็มไปด้วยความโหดร้าย ยังมีการทำร้ายกันเองของมนุษย์ผู้ที่เรียกตัวว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ มีมันสมองมากกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆบนโลก สงคราม การก่อการร้าย ความไม่สงบต่างๆที่เกิดขึ้นทุกวันบนโลก เราจะนอนหลับอย่างสนิทได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อยังมีเด็กอีกมากมายในจีนที่ต้องนั่งทนทำงานหลังขดหลังแข็งเป็นแรงงานเด็กผลิตของเพื่อการบริโภคให้แก่มนุษย์ในยุคบริโภคนิยมเช่นทุกวันนี้ เด็กบางคนอดอยากไม่มีแม้แต่เศษขนมปังที่จะกิน ธรรมชาติถูกทำลายลงทุกวัน ฉลามยังคงถูกล่าเพียงเพื่อจะเอาแค่คลีปของมันเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ ความจริงที่สร้างความสะเทือนใจเหล่านี้เราหลงลืมหรือแกล้งลืมกันไปหรือเปล่า ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรคิดตามและทบทวนถึงการกระทำที่ผ่านมาของเรา จอมพาเราไปรู้จักตั้งแต่การกำเนิดโลก พาไปสำรวจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมนุษยชาติ

เป็นนิยายที่หม่นมากความเศร้าหมองมันถูกซึมซับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆขณะที่อ่าน รู้สึกหดหู่กับสิ่งที่อ่าน เพราะทั้งหมดนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ขึ้นอยู่กับว่าเราทุกคนจะเปิดใจยอมรับหรือไม่ ดูเหมือนว่า "ความรัก" จะเป็นสิ่งเดียวในโลกนี้ที่งดงามที่สุด เป็นสิ่งที่ทำให้มีแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกที่โหดร้ายใบนี้ต่อไป จอมได้เรียนรู้ถึงความรักเหมือนเราทุกๆคนบนโลกใบนี้







ReviewReviewReviewReviewปลาฉลามฟันหลอJun 20, '07 5:10 AM
for everyone
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:บินหลา สันกาลาคีรี
เรื่องราวของเจ้าชายน้อยฉลามที่จู่ๆวันหนึ่งก็พบว่าฟันของตัวเองหลุดหมดปาก โดยไม่ทราบสาเหตุ ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดออกไปทั่วท้องทะเล พวกปากหอยปากปูที่มีอยู่เต็มท้องทะเลก็เริ่มพูดกันไปปากต่อปาก ทำให้ร้อนใจถึงพระราชาและพระราชินีที่กลัวจะเสียหน้าในงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดของเจ้าชายน้อยฉลาม พวกเขาจึงให้ปลาหมอมารักษา แต่แม้กระทั้งเป็นปลาหมอก็ไม่สามารถรักษาได้ องครักษ์ของเจ้าชายฉลามน้อยจึงแนะนำให้ไปหาผู้เฒ่าแห่งท้องทะเลนั่นคือ ปลาเก๋า นั่นเอง ฉายาของเขา เก๋ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!!!

ปลาเก๋าได้เล่าเรื่องราวของฉลามฟันหลอ 4 ตัวที่เสียชีวิตด้วยอาการฟันหลอตาย เพียงเพราะพวกมันไปกินหรือรับเชื้อมาจากอาณาจักรที่เป็นอันตรายทั้ง 4 แห่ง คือ อาณาจักรของพระราชาก้นเปรี้ยว อาณาจักรของพระราชาแห่งเมืองพุงใหญ่ อาณาจักรของพระราชานอนทั้งวัน อาณาจักรของพระราชาบนบานบุรี ส่วนสาเหตุว่าเพราะอะไรเมืองเหล่านั้นถึงอันตรายต้องติดตามกันเอาเองนะคะ

อ่านจบด้วยเวลาอันรวดเร็ว และอดอมยิ้มไปขณะอ่านไม่ได้ เพราะเรื่องราวน่ารักมาก คิดถึงฉากในท้องทะเลเหมือนในเรื่อง finding nemo เลย แต่เรื่องราวซีเรียสกว่าการ์ตูนเรื่องนั้นมาก และไม่น่าจะจัดหนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชนด้วยซ้ำ

เพราะคุณบินหลากัดจิกและเสียดสีสังคมไปตลอดทั้งเรื่องโดยเฉพาะเรื่องนักการเมือง ที่พบเห็นนิสัยแบบนี้ได้ในบ้านเมืองของเรา ไม่ว่าจะปากหวานก้นเปรี้ยว และเป็นพวกมูมมามชอบกินไม่เลือก และเสียดสีนิสัยของคนไทยในเรื่องผลัดวันประพรุ่ง เรื่องการบนบานสารกล่าว และเรื่องปัญหาความรักความอบอุ่นในครอบครัวที่นับวันจะลดน้อยลงทุกทีในยุคที่พ่อแม่มีแต่เวลาทำงานอยู่นอกบ้าน ไม่มีเวลาให้กับลูกๆ

หนังสือเรื่องนี้น่ารักและน่าอ่าน เล่มบางนิดเดียวเอง ใครสนใจก็หามาอ่านได้


Category:Movies
Genre: Drama
เมื่อวันหยุดสุดเซงสงกรานต์ที่ผ่านมา นอนตัวแห้งสนิทอยู่ที่บ้านเลยเกิดอาการเบื่ออยากหาเรื่องออกไปเปิดหุเปิดตาข้างนอกบ้าน ก็เลยไปดูหนังคนเดียวที่สยาม ตอนแรกตั้งใจมากว่าจะไปดู The Fountain แต่เนื่องจากงบประมาณอันน้อยนิดเพราะใกล้จะสิ้นเดือนก็เหมือนสิ้นใจ แล้ว The Fountain แม่งดันฉายแต่พารากอนอีก บ้าไปแล้ว 160 บาท เลยเปลี่ยนใจดู Pan’s Labyrinth ดีกว่า เพราะก็เป็นหนังที่อยากดูมากๆเหมือนกัน

อารัมภบทมาเสียยืดยาวเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

Pan’s Labyrinth ว่าด้วยเรื่องของเด็กน้อยโอฟีเลียเดินทางมาพร้อมกับแม่ที่กำลังท้องแก่เพื่อมาหาพ่อเลี้ยงจอมโหด ซึ่งเป็นทหารในยุคฟาสซิสต์ของสเปน ที่พำนักอยู่ในค่ายกลางป่าเพื่อคอยปราบปรามกบฏที่ต่อต้านอำนาจรัฐบาล ระหว่างทางโอฟีเลียได้พบกับแมลงปีกแข็งหน้าตาคล้ายๆกับตั๊กแตนคอยติดตามเธอมา แมลงตัวนี้ได้ทำให้เธอพบกับฟอน สัตว์ในเทพนิยายที่มีร่างกายเป็นมนุษย์ต่หน้าตาเป็นแพะ เขาได้บอกกับโอฟีเลียว่าเธอคือเจ้าหญิงโมนน่าแห่งอาณาจักรใต้ดิน เธอจะต้องผ่านบทพิสูจน์หลายข้อเพื่อที่จะกลับไปสู่ดินแดนที่เธอจากมา ระหว่างที่โอฟีเลียหลุดไปกับโลกแห่งเทพนิยายนั้นก็มีเหตุการณ์ปราบผู้ก่อการร้ายโดยพ่อเลี้ยงของโอฟีเลีย หนังตัดการเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกที่สุดแสนจะแฟนตาซีของโอฟีเลีย จุดจบจะเป็นอย่างไรก็คงต้องไปติดตามกันเอาเอง

นี่เป็นหนังที่บีบหัวใจแห่งปี หลังจากเมื่อต้นปีได้ปลาบปลื้มและชอบมากๆไปแล้วกับเรื่อง Fur: An Imaginary Portrait of Diane Arbus พอมาดูเรื่องนี้ก็โดนเข้าอีกแล้ว ระหว่างที่ดูไปมีคำถามที่อยู่ในใจเลยและเป็นสิ่งที่เราคิดมาตลอด
ทำไมโลกมนุษย์ที่เราอยู่มันช่างโหดร้ายได้ถึงขนาดนี้?
ยังมีความรักที่บริสุทธิ์หลงเหลืออยู่ในโลกใบนี้บ้างไหม ?
มนุษย์เกิดมาเพื่อทำลายทุกสิ่งและทำลายพวกเดียวกันจริงๆหรือ?

ชอบที่หนังมันมีการเปรียบเทียบเอาสิ่งที่เป็นจินตนาการมาผสมกับความจริงได้อย่าลงตัว เหมือนโลกของความคิดคู่ขนานระหว่างความคิดแบบผู้ใหญ่ที่ที่เมื่อโตขึ้นการมองโลกด้วยสายตาบริสุทธิ์มักจะน้อยลงไปแต่กลับเพิ่มมีเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้น ต่างจากการมองเห็นของเด็กๆที่ไม่ว่าจะมองอะไรก็สวยงามและดูไร้เดียงสาไปหมด

ไม่ใช่เพราะผู้ใหญ่ทุกวันนี้หรอกหรือที่ทำให้มีสงคราม การเข่นฆ่า แก่งแย่งชิงดีกัน
ไม่ใช่ผู้ใหญ่หรอกหรือที่แสดงภาพของความรุนแรงต่างๆให้เด็กๆได้เห็น โอฟีเลียเจ้าหญิงตัวน้อยอาจจะสวยงามและเปราะบางมากเกินไปที่จะอยู่บนโลกใบนี้ โลกที่ได้ชื่อว่า Blue Planet โลกแห่งความหม่นเศร้า เธอจึงต้องการกลับไปเป็นเจ้าหญิงในเดินแดนใต้พิภพ
น่าสังเกตุว่าโลกที่โอฟีเลียมองเห็นไม่มีผู้ใหญ่สักคนที่จะมองเห็นเหมือนเธอ ไม่ว่าโลกที่เธอเห็นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม ผู้ใหญ่ก็ไม่มีทางมองเห็นโลกอย่างที่โอฟีเลียเห็นอย่างแน่นอน
บางครั้งโลกแห่งความจริงก็ดูโหดร้ายเกินกว่าใครจะรับไหว การฝันกลางวันก็เป็นการหลบหนีเพื่อให้เรารู้สึกดีและมีความปลอดภัยทางจิตใจได้เหมือนกันเพราะในโลกใบนั้นจะมีเจ้าหญิงตัวน้อยๆที่มีความสุขอยู่ชั่วนิรันดร์ หากมองในแง่ในแง่ร้ายก็คือการไม่เผชิญหน้ากับความจริง เพราะถ้าเลือกที่จะหนีก็ต้องหนีไปจนวันตาย บางครั้งฉันเองก็คิดอย่างโอฟีเลียเหมือนกันคือเลือกที่จะหนี อยากจะฝันอยู่อย่างนั้น บางทีมันแยกไม่ออกว่าสิ่งที่พบเจอมันเป็นเรื่องจริงหรือแค่ฝันไปก็ตาม

อยากให้ใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ ไปดูให้ได้เพราะหนังดีมากๆ ภาพสวย จินตนาการล้ำเลิศ


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help